โครงการภาคภูมิแผ่นดินไทย

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง เชียงใหม่ ตามรอยเส้นทางชาของพ่อหลวง

Panida | สถาบันพระมหากษัตริย์, ไม่มีหมวดหมู่

 

 

           ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง จังหวัดเชียงใหม่ ตามรอยพระบาทในหลวง รัชกาลที่ 9 ขึ้นเหนือ สัมผัสบรรยากาศไร่ชา ผลผลิตคุณภาพเยี่ยมจากบนดอย สู่ความภาคภูมิใจของลูกหลานเกษตรกรอย่างหาที่สุดมิได้
          จุดเริ่มต้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงต้องการที่จะช่วยเหลือชาวเขาให้มีการสร้างงานและอาชีพที่มั่นคง เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้สิ่งแวดล้อมกลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ทั้งหมดนี้เป็นจุดประสงค์หลักสำคัญที่เป็นต้นกำเนิด “มูลนิธิโครงการหลวง” เหล่านี้เป็นประจักษ์พยานต่อราษฎรไทย อันเป็นเครื่องสะท้อนถึงการทุ่มเทพระวรกายเพื่อประโยชน์และความสุขของราษฎรของพระองค์ทั้งสิ้น
          เป็นเวลาเกือบ 35 ปี นับจากปี พ.ศ. 2535 ที่ “ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง” ได้ก่อตั้งขึ้นในพื้นที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ใครเลยจะไปคิดว่า พื้นที่และดินแดนที่แสนห่างไกล เดินทางลำบาก ทั้งยังเต็มไปด้วยแนวเขาสลับซับซ้อนแห่งนี้ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จไปยังบ้านขุนวาง ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นว่า ชาวบ้านพื้นเมืองจะดำรงชีพด้วยการทำไร่เลื่อนลอย ปลูกฝิ่น ซึ่งล้วนแล้วเป็นการเกษตรที่ไม่มีแนวทางชัดเจน และมีพระราชกระแสรับสั่งให้หน่วยงานในพื้นที่ช่วยกันพิจารณา ปรับปรุง และพัฒนา
 
          ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง ตั้งอยู่ที่อำเภอขุนวาง จังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในจุดขายที่นักท่องเที่ยวมักรู้จัก และไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งเมื่อมาเยือนศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง คือ การชมไร่ชาจีน และการแปรรูปชาจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ส่งเสริมเกษตรกรให้มีรายได้ที่ยั่งยืน
 
          ครั้งนี้เราได้มีโอกาสเดินทางไปดูไร่ชาที่ไร่ชาขุนแม่วาก ถึงแม้ว่าการเดินทางไปยังสถานที่แห่งนี้ค่อนข้างทุลักทุเล ฝ่าโค้งนับสิบ ๆ โค้ง แต่เมื่อไปถึงรับรองว่าเกินคุ้ม…เพราะเพียงแค่เอาเท้าสัมผัสกับไร่ชา ก็จะได้กลิ่นชาหอม ๆ ลอยอบอวลให้ชื่นใจอยู่ลึก ๆ ได้เรียนรู้วิธีการผลิตชาตั้งแต่เด็ดยอด จนบรรจุถุงขาย และทอดสายตาออกไปยังเบื้องหน้า แม้ว่าไร่ชาที่เราเห็นจะไม่ได้มีขนาดใหญ่โตสุดลูกหูลูกตา แต่ความเงียบสงบ อากาศเย็นสบาย ล้อมรอบด้วยทัศนียภาพแนวเทือกเขา ก็คุ้มค่าเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
 
การเดินทางจากเชียงใหม่มายังการเดินทางศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง สามารถไปได้ 2 เส้นทาง คือ
  • เส้นทางที่ 1 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้เส้นทางหลวงสาย 108 เชียงใหม่-ฮอด ก่อนถึงอำเภอจอมทองให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงสาย 1009 ก่อนถึง กม.31 ให้เลี้ยวขวาไปยังขุนวางราว 15 กิโลเมตร ถึงศูนย์รวมระยะทางประมาณ 106 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง
  • เส้นทางที่ 2 จากตัวเมืองเชียงใหม่ในเส้นทางหลวงสาย 108 เชียงใหม่-ฮอด ผ่านอำเภอหางดง เลี้ยวขวาสามแยกไปเทศบาลบ้านกาด อำเภอสันป่าตอง ทางหลวงสาย 1013 ตรงไปประมาณ 47 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่บ้านห้วยเกี๋ยง ไปอีกราว 16 กิโลเมตร รวมระยะทาง 86 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง

 

ขอเชิญประชาชนคนไทย ร่วม “ส่งเรื่องราวแห่งความภาคภูมิใจในแผ่นดินไทย” ในแง่มุมต่าง ๆ มาเติมความภูมิใจให้เต็มชาติ ส่งเข้ามายังเว็บไซต์โครงการภาคภูมิแผ่นดินไทย ดูรายละเอียดได้ที่ www.theprideofthailand.com 

โดยทำเนียบภาคภูมิแผ่นดินไทย แบ่งออกเป็น 9 หมวดหลัก ๆ ซึ่งคนไทยทั่วประเทศ สามารถเขียนส่งเรื่องราวเข้ามาได้ ประกอบด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์, บุคคลสำคัญ, อาหาร, สถานที่ท่องเที่ยวและสถาปัตยกรรม, ศิลปะหัตถกรรม, ประเพณีและวัฒนธรรม, ภูมิปัญญา และนวัตกรรมกีฬาและอื่นๆ

 ทั้งนี้ เพื่อเก็บข้อมูล 1,000,000 เรื่องราวแห่งความภาคภูมิแผ่นดินไทยในรูปแบบดิจิตอล จัดแสดงบนหอชมเมือง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นมรดกตกทอดให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป และร่วมประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่าประเทศไทยเรามีสิ่งดี ๆ ที่น่าภาคภูมิ

www.theprideofthailand.com

#ภาคภูมิแผ่นดินไทย #ThePrideofThailand

โครงการภาคภูมิแผ่นดินไทย เติมความภูมิใจให้เต็มชาติ

Panida | ไม่มีหมวดหมู่



ยักษ์วัดแจ้ง กับ ยักษ์วัดโพธิ์ ประติมากรรมอันทรงคุณค่า

sutasinee | ศิลปะ

 


ยักษ์วัดโพธิ์

ยักษ์วัดแจ้ง กับ ยักษ์วัดโพธิ์ ประติมากรรมชิ้นเอกของไทย ที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อและศิลปะไทยสมัยรัตโกสินทร์ตอนต้นให้เข้ากันได้อย่างลงตัว สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลกมายาวนานกว่า 200 ปี

การสร้างรูปยักษ์ ไว้รักษาประตูของสถานที่สำคัญต่าง ๆ ภายในวัดหลวงของราชธานีนั้น มีมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โดยที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) มีการสร้างยักษ์รักษาประตูไว้ที่ซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑปหรือหอไตรจัตุรมุข และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ประติมากรรมจะมีลักษณะตามวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ มีเขี้ยวแหลมโง้ง ยืนกุมอาวุธกระบอง เครื่องแต่งกายเป็นสีทอง สูงประมาณ 175 เซนติเมตร มีทั้งหมด 8 ตน ตั้งไว้ด้านละ 1 คู่ เพื่อให้พิทักษ์รักษาหอพระไตรปิฎก

ปัจจุบันยักษ์วัดโพธิ์ได้ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 2 คู่ และยังตั้งอยู่ที่ประตูทิศตะวันตกเฉียงเหนือและทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระมณฑปภายในวัดโพธิ์อีกด้านละ 1 คู่ รวม 4 ตน ถูกครอบด้วยตู้กระจก ได้แก่ พญาสัทธาสูร (ยักษ์กายสีอิฐ-ชมพู/สีเนื้อ), พญาขรยักษ์ (ยักษ์กายสีเขียว), พญาไมยราพณ์ (ยักษ์กายสีม่วงอ่อน/สีเทา) และพญาแสงอาทิตย์ (ยักษ์กายสีแดง)


ยักษ์วัดแจ้ง

ส่วนยักษ์วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร) นั้น ตั้งอยู่บริเวณซุ้มประตูหน้าพระอุโบสถ มีการสร้างมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยช่างปั้นที่มีฝีมือเก่งกาจในสมัยนั้น คือ หลวงเทพรจนา (กัน) ยักษ์วัดแจ้งมีลักษณะเป็นพญายักษ์ 2 ตน มือทั้ง 2 กุมกระบอง ชื่อ สหัสเดชะ (ยักษ์กายสีขาว) และทศกัณฐ์ (ยักษ์กายสีเขียว) เครื่องแต่งตัวและลวดลายลักษณะต่าง ๆ จะประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสี ลวดลายปูนปั้นอ่อนช้อยสง่างามมาก จนกลายเป็นแรงบัลดาลใจในการสร้างภาพยนตร์ระดับตำนานเรื่อง ยักษ์วัดแจ้งพบจัมโบ้เอ (Giant and Jumbo A)

ยักษ์วัดแจ้ง และ ยักษ์วัดโพธิ์ ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของตำนานการเกิดท่าเตียน โดยมีการเล่าสืบต่อกันมาว่า ยักษ์วัดแจ้งและยักษ์วัดโพธิ์นั้นเคยเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน แต่ได้เกิดผิดใจกัน จนเกิดการทะเลาะวิวาทและต่อสู้กันบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งพระบรมมหาราชวัง ด้วยแรงกำลังของยักษ์ทั้ง 2 ตน ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นโล่งเตียนไปหมด เมื่อพระอิศวรทราบเรื่องจึงได้สาบให้ยักษ์ทั้ง 2 ตน เป็นหินยืนเฝ้าประตูต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในปัจจุบัน พื้นที่ที่ยักษ์สู้รบกันก็ราบเรียบ ชาวบ้านจึงเรียกว่า ท่าเตียน เรื่อยมา

การเที่ยวชมวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร สามารเข้าเที่ยวชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ส่วนวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-18.30 น.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
m-culture.go.th
lib.su.ac.th
royin.go.th
nectec.or.th
museumsiam.org
watpho.com

ขอเชิญประชาชนคนไทย ร่วม “ส่งเรื่องราวแห่งความภาคภูมิใจในแผ่นดินไทย” ในแง่มุมต่าง ๆ มาเติมความภูมิใจให้เต็มชาติ ส่งเข้ามายังเว็บไซต์โครงการภาคภูมิแผ่นดินไทย ดูรายละเอียดได้ที่ www.theprideofthailand.com 

โดยทำเนียบภาคภูมิแผ่นดินไทย แบ่งออกเป็น 9 หมวดหลัก ๆ ซึ่งคนไทยทั่วประเทศ สามารถเขียนส่งเรื่องราวเข้ามาได้ ประกอบด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์, บุคคลสำคัญ, อาหาร, สถานที่ท่องเที่ยวและสถาปัตยกรรม, ศิลปะหัตถกรรม, ประเพณีและวัฒนธรรม, ภูมิปัญญา และนวัตกรรมกีฬาและอื่นๆ

 ทั้งนี้ เพื่อเก็บข้อมูล 1,000,000 เรื่องราวแห่งความภาคภูมิแผ่นดินไทยในรูปแบบดิจิตอล จัดแสดงบนหอชมเมือง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นมรดกตกทอดให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป และร่วมประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่าประเทศไทยเรามีสิ่งดี ๆ ที่น่าภาคภูมิ

www.theprideofthailand.com

#ภาคภูมิแผ่นดินไทย #ThePrideofThailand

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ งานบุญใหญ่เมืองนคร

sutasinee | ประเพณีและวัฒนธรรม

“ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ” ประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ถือเป็นกิจกรรมมหากุศลที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายพึงบำเพ็ญ เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต แต่เดิมการแห่ผ้าขึ้นธาตุนิยมจัดปีละสองครั้ง ในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 3 (วันมาฆบูชา) และวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 (วันวิสาขบูชา) โดยนำผ้าไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ปัจจุบันนิยมทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 (วันมาฆบูชา)

พุทธศาสนิกชนจะร่วมใจบริจาคเงินและนำเงินที่ได้ซื้อผ้ามาเย็บต่อกันเป็นผืนยาว ซึ่งในอดีตผ้าที่ใช้เรียกว่า “ผ้าพระบฎ” เป็นผ้าที่มีการเขียนเรื่องราวพุทธประวัติ แต่ปัจจุบันการทำผ้าพระบฎหาคนทำได้ยาก จึงเปลี่ยนมาใช้เป็นผ้าสีขาว สีเหลือง และสีแดง แทน และจะแห่ผ้าขึ้นธาตุเป็นขบวนเดียวโดยพร้อมเพรียง แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนหลั่งไหลมาจากหลายทิศทาง เพื่อความสะดวกจึงแห่ผ้าขึ้นธาตุไหนเวลาใดก็ได้ และเมื่อถึงที่หมายจะแห่ทักษิณาวัตรรอบองค์พระธาตุ 3 รอบ แล้วใช้แถบผ้าพันโอบรอบฐานองค์พระบรมธาตุเจดีย์ อันเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเป็นที่นับถือของชาวนครศรีธรรมราช และชาวภาคใต้ทั้งมวล

ในสมัยที่พระเจ้าศรีธรรมโศกราชเป็นกษัตริย์ครองตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราช) อยู่นั้น ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดีย์ครั้งใหญ่และแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 1771 ขณะที่เตรียมสมโภชพระบรมธาตุอยู่นั้น ชาวปากพนังมากราบทูลว่า คลื่นได้ซัดเอาผ้าแถบยาวผืนหนึ่ง ซึ่งมีภาพเขียนเรื่องพุทธประวัติมาขึ้นที่ชายหาดปากพนัง ชาวปากพนังเก็บผ้านั้นถวายพระเจ้าศรีธรรมโศกราช พระองค์รับสั่งให้ซักผ้านั้นจนสะอาดเห็นภาพวาดพุทธประวัติ เรียกว่า “ผ้าพระบฏ” จึงรับสั่งให้ประกาศหาเจ้าของ

ได้ความว่าชาวพุทธจากหงสากลุ่มหนึ่ง จะนำผ้าพระบฏไปบูชาพระพุทธบาทที่ลังกา แต่ถูกพายุพัดพามาขึ้นชายฝั่งปากพนัง เหลือผู้รอดชีวิตสิบคน พระเจ้าศรีธรรมโศกราชทรงมีความเห็นว่าควรนำผ้าพระบฏไปห่มพระบรมธาตุเจดีย์ เนื่องในโอกาสสมโภชพระบรมธาตุ แม้จะไม่ใช่พระพุทธบาทตามที่ตั้งใจ แต่ก็เป็นพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเจ้าของผ้าพระบฏก็ยินดี การแห่ผ้าขึ้นธาตุจึงมีขึ้นตั้งแต่ปีนั้นและดำเนินการสืบต่อมา จนกลายเป็นประเพณีสำคัญของชาวนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน

ปัจจุบันประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุจึงเป็นประเพณีที่แสดงให้เห็นลักษณะสังคมของนครศรีธรรมราช ที่ยังคงยึดมั่นอยู่ในพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าองค์พระบรมธาตุเจดีย์เป็นเหมือนดั่งศูนย์รวมจิตใจ ศูนย์รวมความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วทุกทิศ ที่ประสงค์มาห่มผ้าพระธาตุอย่างพร้อมเพรียงกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
nakhonsithammarat.go.th
culture.nstru.ac.th

ขอเชิญประชาชนคนไทย ร่วม “ส่งเรื่องราวแห่งความภาคภูมิใจในแผ่นดินไทย” ในแง่มุมต่าง ๆ มาเติมความภูมิใจให้เต็มชาติ ส่งเข้ามายังเว็บไซต์โครงการภาคภูมิแผ่นดินไทย ดูรายละเอียดได้ที่ www.theprideofthailand.com 

โดยทำเนียบภาคภูมิแผ่นดินไทย แบ่งออกเป็น 9 หมวดหลัก ๆ ซึ่งคนไทยทั่วประเทศ สามารถเขียนส่งเรื่องราวเข้ามาได้ ประกอบด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์, บุคคลสำคัญ, อาหาร, สถานที่ท่องเที่ยวและสถาปัตยกรรม, ศิลปะหัตถกรรม, ประเพณีและวัฒนธรรม, ภูมิปัญญา และนวัตกรรมกีฬาและอื่นๆ

 ทั้งนี้ เพื่อเก็บข้อมูล 1,000,000 เรื่องราวแห่งความภาคภูมิแผ่นดินไทยในรูปแบบดิจิตอล จัดแสดงบนหอชมเมือง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นมรดกตกทอดให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป และร่วมประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่าประเทศไทยเรามีสิ่งดี ๆ ที่น่าภาคภูมิ

www.theprideofthailand.com

#ภาคภูมิแผ่นดินไทย #ThePrideofThailand

ยาสมุนไพร ณ พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี

sutasinee | ภูมิปัญญาและนวัตกรรม

พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ตั้งอยู่ภายโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ศูนย์รวบรวม อนุรักษ์ และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับตำราไทย สมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้านที่สำคัญของจังหวัดปราจีนบุรี

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2452 เป็นตึกที่เจ้าพระยาภัยภูเบศสร้างขึ้นโดยทรัพย์สินส่วนตัว เพื่อถวายเป็นที่ประทับแรมของของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ไม่ทันได้เสด็จประทับ พระองค์ก็เสด็จสวรรคตก่อน อย่างไรก็ตามที่นี่เคยใช้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์อีกหลายพระองค์ คราเสด็จมณฑลปราจีนบุรี

โดดเด่นด้วยตัวอาคารทรงยุโรปสมัยเรอเนสซอง ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ตัวอาคารสองชั้น ฉาบสีเหลืองไข่ไก่ พร้อมซุ่มประตูและหน้าต่างลวดลายสวยงาม จนกระทั่งปี พ.ศ. 2533 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนตึกเข้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นโบราณสถาน และได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคาร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เหล่านี้เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมอันควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่ง

ภายในพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้า วิจัยและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรและการแพทย์ของท้องถิ่น แบ่งออกเป็น 2 ชั้น ได้แก่ ชั้นล่างของตึก จัดแสดงประวัติตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และตัวอย่างเครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์แผนไทย เช่น ตู้ยา หินฝนยา หินชนวน และมีดหมอ เป็นต้น และชั้นบนของตึก จัดแสดงสมุดข่อย หนังสือและตำรายาหินบดยา เป็นต้น

นอกจากองค์ความรู้ในเรื่องการแพทย์และสมุนไพรไทยแล้วนั้น ยังมีการบริการในส่วนของ “อภัยภูเบศรเดย์สปา” อันเกิดจากการผสมผสานองค์ความรู้ทั้งแผนไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน มีทั้งนวดแบบไทย นวดสปา ขัดผิว พอกผิว และอบสมุนไพร ให้ผู้ที่สนใจได้เข้าใช้บริการ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ททท.
abhaiherb.com
เฟซบุ๊ก สมุนไพรอภัยภูเบศร

ขอเชิญประชาชนคนไทย ร่วม “ส่งเรื่องราวแห่งความภาคภูมิใจในแผ่นดินไทย” ในแง่มุมต่าง ๆ มาเติมความภูมิใจให้เต็มชาติ ส่งเข้ามายังเว็บไซต์โครงการภาคภูมิแผ่นดินไทย ดูรายละเอียดได้ที่ www.theprideofthailand.com

โดยทำเนียบภาคภูมิแผ่นดินไทย แบ่งออกเป็น 9 หมวดหลัก ๆ ซึ่งคนไทยทั่วประเทศ สามารถเขียนส่งเรื่องราวเข้ามาได้ ประกอบด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์, บุคคลสำคัญ, อาหาร, สถานที่ท่องเที่ยวและสถาปัตยกรรม, ศิลปะหัตถกรรม, ประเพณีและวัฒนธรรม, ภูมิปัญญา และนวัตกรรมกีฬาและอื่นๆ

 ทั้งนี้ เพื่อเก็บข้อมูล 1,000,000 เรื่องราวแห่งความภาคภูมิแผ่นดินไทยในรูปแบบดิจิตอล จัดแสดงบนหอชมเมือง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นมรดกตกทอดให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป และร่วมประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่าประเทศไทยเรามีสิ่งดี ๆ ที่น่าภาคภูมิ

www.theprideofthailand.com

#ภาคภูมิแผ่นดินไทย #ThePrideofThailand

เครื่องปั้นดินเผา งานหัตถกรรมคู่เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

sutasinee | หัตถกรรม

เครื่องปั้นดินเผา เกาะเกร็ด อีกหนึ่งความภาคภูมิใจทางด้านงานหัตถกรรม ที่สร้างชื่อเสียงและรายได้คืนกลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตงานหัตถกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน

แต่เดิมพื้นที่ของเกาะเกร็ดมีลักษณะเป็นแหลมยื่น ซึ่งเกิดจากเส้นทางของแม่น้ำเจ้าพระยาที่คดโค้งไปมา ในปี พ.ศ. 2265 ซึ่งตรงกับสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยา ได้มีการขุดคลองเพื่อลัดแม่น้ำเจ้าพระยา เรียกว่า คลองลัดเกาะเกร็ด แต่เมื่อกระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางก็ได้กัดเซาะตลิ่ง ทำให้คลองขยายและตัดออกจากแผ่นดินใหญ่กลายเป็นเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยาในที่สุด

ต่อมาในสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้โปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงไปรับครอบครัวมอญมาอาศัยอยู่ในท้องที่ปากเกร็ดและบนเกาะเกร็ด ซึ่งชาวมอญเองก็ได้นำองค์ความรู้ในการปั้นเครื่องปั้นดินเผาเข้ามาด้วย และได้มีการทำสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน


เครื่องปั้นดินเผา เกาะเกร็ด มีเอกลักษณ์สำคัญที่ไม่เหมือนใคร มีคุณสมบัติแข็งแรงทนทาน ลักษณะไม่เคลือบ มีลวดลายงดงาม สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ก็คือ “หม้อลายวิจิตร” เป็นโอ่งหรือหม้อปั้นดินเผาแกะสลัก ซึ่งต้องใช้ความชำนาญเฉพาะตัวของช่างปั้นและช่างแกะสลัก ในการปั้นและแกะสลักลวดลายลงบนภาชนะดินให้ออกมาประณีตวิจิตรบรรจง จนกลายมาเป็นสัญลักษณ์ตราประจำจังหวัดนนทบุรี

ไม่เพียงเท่านั้น ช่างเองยังต้องมีความเข้าใจและมีประสบการณ์ในการเผาดินพอสมควร จึงจะทำให้เครื่องปั้นดินเผาออกมาสวยงามสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งที่นี่ก็มีวิธีการเผาในแบบของตัวเอง จนทำให้เครื่องปั้นดินเผามีสีสันเป็นธรรมชาติสวยงาม และมีความแข็งแรงทนทาน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างดี

ปัจจุบันได้มาการประยุกต์รูปแบบการปั้นเครื่องปั้นดินเผาให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และภาชนะในหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งยังทำเป็นของตกแต่งบ้าน นักท่องเที่ยวสามารถไปชมและค้นหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผา เกาะเกร็ด ได้ที่ พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา (บ้านกวานอาม่าน) ตั้งอยู่บนเกาะเกร็ด เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน (ฟรี) ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถที่จะเดินเที่ยวชมหมู่บ้านช่างปั้นได้ในพื้นที่บริเวณหมู่ 1, 5, 6, และ 7 ได้อีกด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ 0 2583 9544

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ททท.
travelnonthaburi.com
องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะเกร็ด

ขอเชิญประชาชนคนไทย ร่วม “ส่งเรื่องราวแห่งความภาคภูมิใจในแผ่นดินไทย” ในแง่มุมต่าง ๆ มาเติมความภูมิใจให้เต็มชาติ ส่งเข้ามายังเว็บไซต์โครงการภาคภูมิแผ่นดินไทย ดูรายละเอียดได้ที่ www.theprideofthailand.com 

โดยทำเนียบภาคภูมิแผ่นดินไทย แบ่งออกเป็น 9 หมวดหลัก ๆ ซึ่งคนไทยทั่วประเทศ สามารถเขียนส่งเรื่องราวเข้ามาได้ ประกอบด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์, บุคคลสำคัญ, อาหาร, สถานที่ท่องเที่ยวและสถาปัตยกรรม, ศิลปะหัตถกรรม, ประเพณีและวัฒนธรรม, ภูมิปัญญา และนวัตกรรมกีฬาและอื่นๆ

 ทั้งนี้ เพื่อเก็บข้อมูล 1,000,000 เรื่องราวแห่งความภาคภูมิแผ่นดินไทยในรูปแบบดิจิตอล จัดแสดงบนหอชมเมือง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นมรดกตกทอดให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป และร่วมประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่าประเทศไทยเรามีสิ่งดี ๆ ที่น่าภาคภูมิ

www.theprideofthailand.com

#ภาคภูมิแผ่นดินไทย #ThePrideofThailand

4 สูตรแกงเขียวหวาน เมนูแกงไทยทรงเสน่ห์ กลิ่นหอมรสนวลตำรับไทย

wanwanat | อาหาร

       แกงเขียวหวาน เป็นเมนูแกงไทยโบราณที่มีชื่อเสียงดังไกลทั่วโลก เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยสมัยก่อนที่รู้จักดัดแปลงนำเอากะทิมาใส่ในเมนูแกงไทย ยิ่งไปกว่านั้นมีการนำกะทิผัดกับน้ำพริกแกงเขียวหวานให้แตกมันเพื่อให้มีกลิ่นหอมและรสชาติอร่อยมากขึ้น ทั้งนี้สามารถใส่เนื้อหมู เนื้อไก่ หรือเนื้อสัตว์อื่น ๆ ลงไป ปรับเปลี่ยนได้ตามชอบใจ แต่ถ้าหาก findbride scam ใครไม่รับประทานเนื้อสัตว์ก็ใส่เห็ดหรือเต้าหู้แทนก็ได้ เห็นหน้าตาน่ารับประทานแบบนี้มาลองทำสักครั้ง เพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรมด้านอาหารและส่งต่อความภาคภูมิใจไปให้ลูกหลานไทยสืบไป

1. แกงเขียวหวานหมู
       แกงเขียวหวานหมูหน้าตาน่ารับประทาน มีกลิ่นหอมของแกงเขียวหวานผสมผสานความนุ่มละมุนของเนื้อหมู พ่วงด้วยใส่มะเขือเปราะและมะเขือพวง เติมใบมะกรูดและพริกชี้ฟ้า ปิดท้ายด้วยการโรยใบโหระพา

ส่วนผสม แกงเขียวหวานหมู
• น้ำพริกแกงเขียวหวาน 4 ช้อนโต๊ะ
• หัวกะทิ 1 ถ้วย
• เนื้อหมู 300 กรัม
• หางกะทิ 3 ถ้วย
• น้ำตาลปี๊บ 1/2 ช้อนโต๊ะ
• เกลือเม็ด 1 ช้อนโต๊ะ
• มะเขือพวง 100 กรัม
• มะเขือเปราะ (ผ่าสี่ส่วน) 1 ถ้วย
• พริกชี้ฟ้าแดง (หั่นเฉียง) 2 เม็ด
• ใบมะกรูด (ฉีกก้านกลาง) 4 ใบ
• ใบโหระพา (เด็ดเป็นใบ) 1 ถ้วย
• น้ำปลาอย่างดี 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันพืช (สำหรับผัดน้ำพริกแกง)

วิธีทำแกงเขียวหวานหมู
1. ผัดน้ำพริกแกงเขียวหวานกับน้ำมันพืชจนหอม เทหัวกะทิใส่ลงไปเล็กน้อย รอจนกะทิแตกมันจึงใส่เนื้อหมูลงไปผัดพอสุก
2. เติมหางกะทิลงไปเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บและเกลือเม็ด
3. เมื่อเนื้อหมูเริ่มนุ่มแล้วให้เติมหัวกะทิที่เหลือลงไป รอจนเดือดอีกครั้ง
4. ใส่มะเขือพวง มะเขือเปราะ พริกชี้ฟ้า และใบมะกรูดลงไปคนให้เข้ากัน ยกออกจากเตา โรยใบโหระพาลงไป

2. แกงเขียวหวานเนื้อ
       สำหรับคนชอบกินเนื้อวัว ลองมาทำเมนูแกงเขียวหวานเนื้อสักหม้อดีไหม สูตรนี้น้ำพริกแกงเขียวหวานใส่กะปิกลิ่นหอมแรง เติมสีสันด้วยพริกเหลืองและพริกจินดา ที่ขาดไม่ได้เลยคือ มะเขือพวงและมะเขือเปราะ สุดท้ายโรยใบโหระพา

ส่วนผสม แกงเขียวหวานเนื้อ
• น้ำพริกแกงเขียวหวาน  4 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันพืช (สำหรับผัดน้ำพริกแกง)
• หัวกะทิ  1 ถ้วย findbride scam
• เนื้อวัวติดมัน ตามชอบ
• หางกะทิ 3 ถ้วย
• น้ำตาลปี๊บ 1/2 ช้อนโต๊ะ
• เกลือเม็ด  1 ช้อนโต๊ะ
• มะเขือพวง ตามชอบ
• มะเขือเปราะ (ผ่าสี่ส่วน)
• พริกเหลือง (หั่นเป็นเส้น)
• พริกจินดา
• ใบโหระพา (เด็ดเป็นใบ)

วิธีทำแกงเขียวหวานเนื้อ
1. ผัดน้ำพริกแกงเขียวหวานกับน้ำมันพืชให้หอม ค่อย ๆ เติมหัวกะทิใส่ลงไปเล็กน้อย พอกะทิเริ่มแตกมันจึงใส่เนื้อวัวลงไปผัดให้เข้ากัน
2. เติมหางกะทิลงไป เคี่ยวด้วยไฟอ่อนให้เนื้อวัวนุ่ม ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บและเกลือเม็ด เติมหัวกะทิที่เหลือลงไป รอจนเดือดอีกครั้ง
3. ใส่มะเขือพวง มะเขือเปราะ พริกเหลือง และพริกจินดาลงไปคนให้เข้ากันประมาณ 1-2 นาที ปิดไฟ ใส่ใบโหระพาลงไป

3. แกงเขียวหวานไก่
       แกงเขียวหวานไก่เนื้อนุ่ม จะใส่แต่เนื้อไก่หรือชิ้นส่วนอื่น ๆ ของไก่ก็ได้ สูตรนี้ใส่กะทิแบบกล่องง่าย ๆ ใส่พริกชี้ฟ้าสีแดงเพิ่มสีสัน ปรุงรสด้วยน้ำปลากับน้ำตาลปี๊บ โรยใบโหระพาเพิ่มกลิ่นหอมก่อนเสิร์ฟ

ส่วนผสม แกงเขียวหวานไก่
• เนื้ออกไก่ (หรือส่วนอื่นตามชอบ) 300 กรัม
• น้ำพริกแกงเขียวหวาน 4 ช้อนโต๊ะ
• มะเขือเปราะ (ผ่า 4 ส่วน) 8 ลูก
• พริกชี้ฟ้าสีแดง 2 เม็ด
• พริกอ่อน 2 เม็ด
• ใบมะกรูด 10 ใบ
• ใบโหระพา (เด็ดเป็นใบ) 1 ถ้วย
• น้ำปลาอย่างดี 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาลปี๊บ 1/2 ช้อนโต๊ะ
• หัวกะทิ  1 ถ้วย

• หางกะทิ 3 ถ้วย

วิธีทำแกงเขียวหวานไก่
1. ตั้งกระทะใช้ไฟกลาง เติมหัวกะทิลงไป ตามด้วยน้ำพริกแกง ผัดไปเรื่อย ๆ จนกลิ่นหอมและกะทิแตกมัน
2. ใส่เนื้อไก่ลงไปผัดกับน้ำพริกแกงพอสุก

3. ฉีกใบมะกรูดลงไป เติมหางกะทิ รอให้เดือด ใส่มะเขือเปราะ ตามด้วยพริกชี้ฟ้าแดงและพริกอ่อน ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บกับน้ำปลา รอให้เดือดอีกครั้ง ใส่ใบโหระพา

4. น้ำพริกแกงเขียวหวาน
ใครอยากได้สูตรน้ำพริกแกงเขียวหวานบอกเลยว่าสูตรนี้หอมอร่อยมาก ใส่พริกขี้หนูและพริกชี้ฟ้าตำรวมกับเครื่องสมุนไพร ใส่กะปิให้มีรสเค็มและกลิ่นหอม พอเอาไปผัดจนเข้ากันดีก็เอามาทำแกงเขียวหวานรับประทานกันเลยค่ะ

ส่วนผสม น้ำพริกแกงเขียวหวาน
• พริกขี้หนูเขียว 50 กรัม
• พริกชี้ฟ้าเขียวซอย 40 กรัม
• เกลือป่น 2 ช้อนชา
• ข่าหั่นละเอียด 2 ช้อนชา
• ตะไคร้สับ 2 ช้อนชา
• ผิวมะกรูดสับ 1/2 ช้อนชา
• รากผักชีสับ 2 ช้อนชา
• พริกไทย 10 เม็ด
• หอมแดงซอย 80 กรัม
• กระเทียมซอย 50 กรัม
• ลูกผักชีคั่วป่น 2 ช้อนโต๊ะ
• ยี่หร่าคั่วป่น 2 ช้อนชา
• กะปิ 2 ช้อนชา
• น้ำมันพืช

วิธีทำน้ำพริกแกงเขียวหวาน
1. โขลกพริกขี้หนูเขียวกับพริกชี้ฟ้าและเกลือให้ละเอียด ตามด้วยใส่ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด รากผักชี และพริกไทยโขลกให้ละเอียด
3. ใส่หอมแดง กระเทียม ลูกผักชี ยี่หร่า และกะปิโขลกให้ละเอียดเข้ากันดี
4. เทน้ำมันพืชลงในกระทะใช้ไฟอ่อน พอน้ำมันอุ่น ใส่น้ำพริกลงผัดประมาณ 3 นาที ตักใส่ภาชนะ

          เห็นไหมคะว่า แกงเขียวหวานทำไม่ยากเลย แค่มีเครื่องเคราอย่างเนื้อสัตว์และผักต่าง ๆ ครบถ้วนก็ทำได้แล้ว จะกินกับข้าวสวยหรือขนมจีนก็เลือกได้ รับรองอร่อยจนต้องทำซ้ำแน่นอน

ขอเชิญประชาชนคนไทย ร่วม “ส่งเรื่องราวแห่งความภาคภูมิใจในแผ่นดินไทย” ในแง่มุมต่าง ๆ มาเติมความภูมิใจให้เต็มชาติ ส่งเข้ามายังเว็บไซต์โครงการภาคภูมิแผ่นดินไทย ดูรายละเอียดได้ที่ www.theprideofthailand.com 

โดยทำเนียบภาคภูมิแผ่นดินไทย แบ่งออกเป็น 9 หมวดหลัก ๆ ซึ่งคนไทยทั่วประเทศ สามารถเขียนส่งเรื่องราวเข้ามาได้ ประกอบด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์, บุคคลสำคัญ, อาหาร, สถานที่ท่องเที่ยวและสถาปัตยกรรม, ศิลปะหัตถกรรม, ประเพณีและวัฒนธรรม, ภูมิปัญญา และนวัตกรรมกีฬาและอื่นๆ

 ทั้งนี้ เพื่อเก็บข้อมูล 1,000,000 เรื่องราวแห่งความภาคภูมิแผ่นดินไทยในรูปแบบดิจิตอล จัดแสดงบนหอชมเมือง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นมรดกตกทอดให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป และร่วมประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่าประเทศไทยเรามีสิ่งดี ๆ ที่น่าภาคภูมิ

www.theprideofthailand.com

#ภาคภูมิแผ่นดินไทย #ThePrideofThailand

ขนมช่อม่วง สูตรอาหารว่างไทยโบราณรสอร่อย อ่อนช้อยฉบับชาววัง

wanwanat | อาหาร

       ขนมช่อม่วง อาหารว่างไทยโบราณที่มีรูปลักษณ์สวยงามน่ารับประทาน แสดงออกถึงความประณีตอ่อนช้อยตามแบบฉบับชาววัง ถึงชื่อเป็นขนม แต่รสชาติไม่หวานเลี่ยน เพราะมีรสอาหารคาวที่ได้จากส่วนผสมไส้ต่าง ๆ สามารถเป็นได้ทั้ง หมู ไก่ กุ้ง หรือปลา เข้ามาเพิ่มความกลมกล่อมให้มากขึ้น

       ขนมช่อม่วงโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่บรรจงจับจีบให้ละม้ายคล้ายกับดอกไม้ดูอ่อนช้อยงดงาม ใช้สีม่วงจากน้ำดอกอัญชันที่บีบน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อย เวลาจัดจานมักจะมาพร้อมกับผักกาดหอม ทำให้สีสันสวยงามชวนเรียกน้ำย่อยมาก ๆ เห็นความงดงามแบบนี้แล้วอยากจะลองสวมบทเป็นนางในวังนั่งทำดูสักครั้งในชีวิต แต่ถ้าใครคิดว่าขนมช่อม่วงจะทำยากซับซ้อน บอกเลยว่า ไม่ยา findbride scam กขนาดนั้นค่ะ ลองได้ทำสักครั้งแล้วจะภาคภูมิใจในขนมไทยของเราแน่นอน

ส่วนผสม แป้งช่อม่วง
• แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
• แป้งท้าวยายม่อม 1/2 ช้อนโต๊ะ
• แป้งมันสำปะหลัง 1/2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำลอยดอกมะลิ 1 ถ้วย (หรือน้ำเปล่าผสมกลิ่นมะลิ)
• ดอกอัญชัน 10 ดอก
• แป้งมันสำปะหลัง เล็กน้อย (สำหรับทาแหนบตอนจับจีบขนม)

ส่วนผสม ไส้ขนมช่อม่วง
• หมูสามชั้นต้มสุก (หั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ) 1/4 ถ้วย (สามารถเปลี่ยนเป็นกุ้ง ไก่ หรือปลาได้)
• ฟักเชื่อมแห้ง (หั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ) 150 กรัม
• เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
• น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
• งาขาวคั่ว 50 กรัม
• ถั่วลิสงคั่ว 50 กรัม
• น้ำมันพืช (สำหรับผัด) 1 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมอื่น ๆ
• ผักกาดหอม
• กระเทียมเจียว (โรยหน้า)
• พริกขี้หนูสวน (โรยหน้า)

อุปกรณ์
• กระทะทองเหลือง
• แหนบทองเหลืองสำหรับจับจีบ findbride scam
• ชุดนึ่ง

วิธีทำไส้ขนมช่อม่วง
1. ตั้งกระทะใช้ไฟปานกลาง ใส่น้ำมันพืชลงไปพ อร้อนใส่หมูสามชั้นลงไปผัด รอจนน้ำมันหมูออกมาและหมูเริ่มสุกสีเหลือง
2. ใส่ฟักเชื่อมลงไปผัดใช้ไฟอ่อน ปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาลทราย ใส่งาขาวและถั่วลิสงลงไป ผัดให้เข้ากันดีจนแห้ง ตักใส่ชาม เตรียมไว้

วิธีทำแป้งขนมช่อม่วง
1. ร่อนแป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง และแป้งท้าวยายม่อมเข้าด้วยกัน 2-3 รอบ
2. ใส่น้ำมันพืชลงไปในส่วนผสมแป้ง ค่อย ๆ เติมน้ำลอยดอกมะลิลงไปจนหมด ใช้มื้อขยำคนนวดส่วนผสมแป้งให้ละเอียดเข้ากัน แบ่งส่วนผสมแป้งเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน
3. คั้นน้ำดอกอัญชันแล้วบีบน้ำมะนาวลงไป (เพื่อให้น้ำเปลี่ยนเป็นสีม่วง) แล้วเทใส่ลงในส่วนผสมแป้ง 1 ถ้วย นวดให้เข้ากัน
4. ใส่ส่วนผสมแป้งลงในกระทะทองเหลือง ใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อน ใช้ไม้พายกวนส่วนผสมแป้งไปเรื่อย ๆ ประมาณ 5-10 นาที หรือจนส่วนผสมร่อนจากกระทะ ตักใส่ภาชนะ พักไว้จนแป้งเริ่มอุ่น
5. โรยแป้งนวลลงไปเล็กน้อยแล้วลงมือนวดแป้งให้เนียน จากนั้นพักแป้งไว้โดยคลุมด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำหมาด ๆ เพื่อไม่ให้แป้งแห้ง

วิธีจับจีบดอกช่อม่วง
1. ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมประมาณ 1 นิ้ว แล้วแผ่เป็นแผ่นบาง ๆ กะพอให้หุ้มส่วนผสมไส้ได้จนมิด
2. ตักส่วนผสมไส้ที่ผัดไว้ใส่ลงไป ห่อแป้งเข้าหากัน จากนั้นใช้มือคลึงให้แป้งหุ้มไส้จนมิด ทำจนหมด เตรียมไว้

3. ทาแป้งข้าวเจ้าที่ปลายแหนบทองเหลืองบาง ๆ (ป้องกันไม่ให้แป้งติดแหนบ) เริ่มจับจีบชั้นที่ 1 โดยจีบจากกึ่งกลางของขนม จับจีบวนไปเรื่อย ๆ จนครบรอบ (อย่าจับจีบให้ติดกันมาก)
3. เริ่มชั้นที่ 2 โดยจับจีบให้เอียงจากชั้นแรกเล็กน้อย (ประมาณ 45 องศา) และสับหว่างกันกับชั้นแรก จับจีบจนครบรอบ
4. เริ่มจับจีบชั้นที่ 3 ประมาณ 2-3 จีบและสับหว่างกันกับกลีบชั้นที่ 2


5. นำขนมช่อม่วงไปเรียงบนใบตองที่ทาน้ำมันแล้วในชุดนึ่ง โดยวางเรียงห่างกันเล็กน้อยเวลาสุกจะได้ไม่ติดกัน
6. ตั้งชุดนึ่งใช้ไฟแรง รอจนน้ำเดือดจัดจึงนำขนมไปนึ่งนานประมาณ 5 นาที
7. พอสุกแล้วนำช้อนจุ่มน้ำมันพืชตักขนมช่อม่วงใส่จาน เสิร์ฟคู่กับผักกาดหอมและพริกขี้หนูสวน โรยกระเทียมเจียว พร้อมเสิร์ฟ

 

ถีึงแม้วิธีทำขนมช่อม่วงจะดูซับซ้อนซ่อนเงื่อนไปสักนิด แต่ถ้าได้ลองทำแล้วจะติดใจแน่นอน

ขอเชิญประชาชนคนไทย ร่วม “ส่งเรื่องราวแห่งความภาคภูมิใจในแผ่นดินไทย” ในแง่มุมต่าง ๆ มาเติมความภูมิใจให้เต็มชาติ ส่งเข้ามายังเว็บไซต์โครงการภาคภูมิแผ่นดินไทย ดูรายละเอียดได้ที่ www.theprideofthailand.com 

โดยทำเนียบภาคภูมิแผ่นดินไทย แบ่งออกเป็น 9 หมวดหลัก ๆ ซึ่งคนไทยทั่วประเทศ สามารถเขียนส่งเรื่องราวเข้ามาได้ ประกอบด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์, บุคคลสำคัญ, อาหาร, สถานที่ท่องเที่ยวและสถาปัตยกรรม, ศิลปะหัตถกรรม, ประเพณีและวัฒนธรรม, ภูมิปัญญา และนวัตกรรมกีฬาและอื่นๆ

 ทั้งนี้ เพื่อเก็บข้อมูล 1,000,000 เรื่องราวแห่งความภาคภูมิแผ่นดินไทยในรูปแบบดิจิตอล จัดแสดงบนหอชมเมือง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นมรดกตกทอดให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป และร่วมประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่าประเทศไทยเรามีสิ่งดี ๆ ที่น่าภาคภูมิ

www.theprideofthailand.com

#ภาคภูมิแผ่นดินไทย #ThePrideofThailand

ไหว้พระวัดสระเกศฯ เดินขึ้นภูเขาทอง สักการะพระบรมสารีริกธาตุ

sutasinee | สถานที่ท่องเที่ยว และสถาปัตยกรรม


วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดสำคัญที่อยู่ใกล้กับสนามหลวงและพระบรมมหาราชวัง อีกหนึ่งสัญลักษณ์โดดเด่นของกรุงเทพฯ ด้วยมี “พระบรมบรรพต” หรือ “ภูเขาทอง” ตั้งอยู่บนฐานรวมแล้วกว่า 63.6 เมตร สูงเด่นสง่ากลางกรุง ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวและจุดชมวิวกรุงเทพฯ ยอดนิยมของทั้งพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

           วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร มีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมนั้นมีชื่อว่า “วัดสระแก” พอเข้าสู่สมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 พระองค์ทรงทรงบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ พระราชนามว่า “วัดสระเกศ” แปลว่า “การชำระหรือทำความสะอาดพระเกศา” ด้วยที่นี่เคยเป็นที่ประทับในการทำพิธีพระกระยาสนาน ในครั้งที่พระองค์เสด็จกรีธาทัพกลับจากกัมพูชาเพื่อปราบจราจลในกรุงธนบุรี และเสด็จขึ้นเถลิงถวัลราชสมบัติในปี พ.ศ. 2325

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์ทั่วทั้งพระอารามและสร้างเสนาสนะต่าง ๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งการสร้างพระบรมบรรพตด้วย พระองค์โปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัด บุนนาค) เป็นแม่กองก่อสร้างแบบพระปรางค์ฐานย่อมุมไม้สิบสอง เมื่อก่อสร้างไปแล้วปรากฏว่าฐานล่างรับน้ำหนักต่าง ๆ ไม่ไหว ส่วนยอดของเจดีย์จึงทรุดและไม่ได้มีการแก้ไขต่อ

 

 

พอเข้าสู่สมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) เป็นแม่กองซ่อมสร้างพระเจดีย์และแก้ไขแบบให้เป็นภูเขาทอง มีบันไดเวียนสองข้างและก่อพระเจดีย์ทรงระฆังไว้บนยอด และพระราชทานนามว่า “บรมบรรพต”

จากนั้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานในพระเจดีย์ภูเขาทอง และมีการจัดงานนักขัตฤกษ์ฉลองพระเจดีย์ภูเขาทองและพระอารามหลวงวัดสระเกศ ระหว่างวันขึ้น 8-15 ค่ำ เดือน 12 เป็นประจำทุกปีนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ปัจจุบันพระบรมบรรพตมีความสูงจากฐานถึงยอด 63.6 เมตร ฐานโดยรอบมีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง 150 เมตร ฐานโดยรอบยาว 330 เมตร มีบันไดทอดขึ้นเป็นบันไดเวียน 344 ขั้น ด้านบนสามารถมองเห็นวิวกรุงเทพฯ ได้แบบพาโนรามา สวยงามและน่าประทับใจ

 

 

นอกจากนี้ภายในวัดสระเกศฯ ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น พระอุโบสถ, พระประธาน, พระระเบียง, พระเจดีย์เหลี่ยม, พระวิหาร, หอไตร, พระตำหนัก, พระศรีมหาโพธิ์ และหลวงพ่อโชคดี เป็นต้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ watsraket.com  สถานที่สำคัญของวัดสระเกศ และติดตามความเคลื่อนไหวของวัดสระเกศฯ ได้ที่ เฟซบุ๊กวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
lib.su.ac.th
watsraket.com
เฟซบุ๊กวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ททท.

ขอเชิญประชาชนคนไทย ร่วม “ส่งเรื่องราวแห่งความภาคภูมิใจในแผ่นดินไทย” ในแง่มุมต่าง ๆ มาเติมความภูมิใจให้เต็มชาติ ส่งเข้ามายังเว็บไซต์โครงการภาคภูมิแผ่นดินไทย ดูรายละเอียดได้ที่ www.theprideofthailand.com 

โดยทำเนียบภาคภูมิแผ่นดินไทย แบ่งออกเป็น 9 หมวดหลัก ๆ ซึ่งคนไทยทั่วประเทศ สามารถเขียนส่งเรื่องราวเข้ามาได้ ประกอบด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์, บุคคลสำคัญ, อาหาร, สถานที่ท่องเที่ยวและสถาปัตยกรรม, ศิลปะหัตถกรรม, ประเพณีและวัฒนธรรม, ภูมิปัญญา และนวัตกรรมกีฬาและอื่นๆ

 ทั้งนี้ เพื่อเก็บข้อมูล 1,000,000 เรื่องราวแห่งความภาคภูมิแผ่นดินไทยในรูปแบบดิจิตอล จัดแสดงบนหอชมเมือง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นมรดกตกทอดให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป และร่วมประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่าประเทศไทยเรามีสิ่งดี ๆ ที่น่าภาคภูมิ

www.theprideofthailand.com

#ภาคภูมิแผ่นดินไทย #ThePrideofThailand

ร่วมเป็นหนึ่งในล้านเรื่องราว “ภาคภูมิแผ่นดินไทย” เติมเต็มความภูมิใจให้เต็มชาติ !

Panida | ข่าว

         

โครงการภาคภูมิแผ่นดินไทย เชิญชวนชาวไทยทั้งประเทศส่งเรื่องราว, รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอ พร้อมคำบรรยายถึงสิ่งที่แต่ละท่านรู้สึกเกิดความ “ภาคภูมิใจในความเป็นไทย” ส่งเข้ามายังเว็บไซต์  www.theprideofthailand.com และสื่อโซเชียลมีเดียของโครงการฯ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฎการณ์จารึกเรื่องราวอันดีงามสุดล้ำค่าบนแผ่นดินไทย เพื่อจัดทำ “คลังสมบัติดิจิตอล” โดยคนไทยทุกคนมีส่วนร่วมครั้งประวัติศาสตร์

ย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา โครงการภาคภูมิแผ่นดินไทยเปิดตัวและได้รับพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจจากประชาชนคนไทยทั่วทุกสารทิศ ในการส่งเรื่องราว “ภาคภูมิแผ่นดินไทย” ในหมวดสำคัญ ๆ ๙ หมวด โดยมีผู้ส่งเรื่องราวเข้ามาผ่านทางช่องทางต่าง ๆ และเว็บไซต์ www.theprideofthailand.com มากมหาศาลเกือบถึง ๕๐๐,๐๐๐ เรื่องราว

ล่าสุด ช่วงปลายปี ๒๕๖๐ เรื่อยไปจนถึงช่วงต้นปี ๒๕๖๑ ทางโครงการฯ มีความภาคภูมิใจในการเดินหน้าสืบสานความมุ่งมั่นนี้อีกครั้ง ด้วยการเปิดรับเรื่องราวเพิ่มเติมเข้ามาอีก โดยตั้งเป้าตัวเลขให้ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ เรื่องราว จากนั้นเตรียมนำเอาข้อมูลทั้งหมดไปจัดทำเป็น “คลังสมบัติดิจิตอล” เพื่อจัดแสดงหนึ่งล้านความภาคภูมิใจในแผ่นดินไทย ณ พิพิธภัณฑ์บน “หอชมเมือง”  แลนด์มาร์กระดับชาติแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร ประกาศเรื่องราวดีงามบนผืนแผ่นดินไทยให้เป็นที่จดจำไปทั่วโลก

สำหรับโครงการภาคภูมิแผ่นดินไทย เกิดจากความคิดริเริ่มของ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เจ้าของและผู้บริหาร สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และบริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ร่วมกับมูลนิธิเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ นอกจากนั้น ยังเป็นการขับเคลื่อนเพื่อผนึกความร่วมมือสานพลังประชารัฐ จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการเชิญชวนคนไทยทั้งประเทศ ช่วยกันเก็บรวบรวมและบันทึกเรื่องราวอันล้ำค่าและดีงามที่น่าภาคภูมิใจของคนไทยไว้ในคลังสมบัติดิจิตอล

โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ ที่จะช่วยดูแลภาพรวมของข้อมูลเพื่อนำเสนอเอกลักษณ์ของไทย ความเจริญรุ่งเรืองทางอารยธรรม เศรษฐกิจ สังคม ภูมิปัญญา วิถีแบบไทยที่ทรงคุณค่าให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย รูปภาพหรือวิดีโอพร้อม

เรื่องราวที่ส่งเข้ามาจะเป็นการถ่ายทอด “ความเป็นไทยที่ประชาชนภูมิใจ” ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรื่องดีงาม มีคุณค่า เป็นเรื่องจริง ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม ความมีจริยธรรมและศีลธรรมอันดีงาม สร้างค่านิยมร่วมในความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ โดยจะปรากฏอยู่บนหน้าเว็บไซต์ของโครงการ www.theprideofthailand.com ซึ่งจัดแสดงในรูปแผนที่ประเทศไทยเพื่อสื่อให้เห็นถึงที่มาของเรื่องราวที่ส่งมาจากคนไทยทั่วทั้งประเทศ โดยการจัดรวบรวมสิ่งล้ำค่าของเมืองไทยจะแบ่งออกเป็น 9 หมวด ได้แก่

  1. หมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ พระราชกรณียกิจและศูนย์การเรียนรู้ตามแนวทางพระราชดำริทั้งในประวัติศาสตร์และในปัจจุบัน
  2. หมวดบุคคลสำคัญที่สร้างชื่อเสียง สร้างคุณประโยชน์ เพื่อประเทศชาติ และเพื่อส่วนรวมอย่างยั่งยืน
  3. หมวดอาหารไทย ซึ่งรวมถึงคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอาหาร วัตถุดิบ และพืชพันธุ์
  4. หมวดสถานที่และสถาปัตยกรรม สถานที่ที่มีความสำคัญด้านต่างๆ
  5. หมวดศิลปะ ที่เป็นภูมิปัญญาของไทย ภูมิปัญญาพื้นบ้าน หรือได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอื่นแต่ผสมกลมกลืนอยู่ในวิถีชีวิตของไทยอย่างแนบแน่น รวมถึงศิลปะร่วมสมัย
  6. หมวดงานฝีมือและหัตถกรรม
  7. หมวดประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิต
  8. หมวดภูมิปัญญา การศึกษา นวัตกรรม  ซึ่งหมายถึงความรู้และภูมิปัญญาไทยที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในทุกสาขา
  9. หมวดกีฬาและเบ็ดเตล็ด

ด้วยช่องทางออนไลน์ผนวกกับหัวข้อดังที่เห็นทั้ง ๙ หมวดดังกล่าว จะทำให้คนไทยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในโครงการแห่งความภาคภูมิใจครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้ โดยการส่งรูปภาพหรือวิดีโอพร้อมคำบรรยาย บอกเล่าเรื่องราวอันดีงามและล้ำค่าบนแผ่นดินไทยที่เป็นความภาคภูมิใจของชาติซึ่งมีอยู่ทั่วแผ่นดินไทย

อาทิ เรื่องราวเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่คนไทยรักและเทิดทูน คนดีที่น่าชื่นชม วัฒนธรรมประเพณีไทยอันเป็นเอกลักษณ์ อารยธรรมไทยเก่าแก่และรุ่งเรือง ความศิวิไลซ์ที่แฝงในวิถีชีวิตไทย ความคิดสร้างสรรค์ ความละเอียดอ่อนของงานฝีมือของคนไทยศิลปะและงานฝีมือพื้นบ้าน อาหารไทยที่เป็นที่สุดของโลก ผลผลิตในประเทศไทยที่ไม่มีที่ไหนเทียบเทียม สิ่งประดิษฐ์ ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาหลายยุคหลายรุ่น และความเป็นชาติที่พิเศษไม่เหมือนที่ใดในโลก

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนคนไทยร่วมกันบอกเล่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ เรื่องราวที่ดีงาม สิ่งที่เป็นสุดยอด สิ่งล้ำค่า ที่เป็นความภาคภูมิใจจากทุกชุมชนของประเทศไทยผ่าน เว็บไซต์  www.theprideofthailand.com และสื่อโซเชียลมีเดียของโครงการภาคภูมิแผ่นดินไทย ได้แก่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/ThePrideofThailand/ เพื่อจัดทำคลังสมบัติดิจิตอลโดยคนไทย ให้เป็นแหล่งความรู้ของเยาวชน นักศึกษา ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน รวมไปถึงชาวต่างชาติ เผื่อเผยแพร่ให้โลกได้รับรู้ถึงความรุ่งเรื่องในอารยธรรม ภูมิปัญญา และเอกลักษณ์ของไทย และเก็บไว้ให้คงอยู่คู่คนไทยและประเทศไทยสืบไป

          ขอเชิญประชาชนคนไทยทุกท่าน ร่วม “ส่งเรื่องราวแห่งความภาคภูมิใจในแผ่นดินไทย” ในแง่มุมต่าง ๆ มาเติมความภูมิใจให้เต็มชาติ ส่งเข้ามายังเว็บไซต์โครงการภาคภูมิแผ่นดินไทย ดูรายละเอียดได้ที่ www.theprideofthailand.com 

          โดยทำเนียบภาคภูมิแผ่นดินไทย แบ่งออกเป็น 9 หมวดหลัก ๆ ซึ่งคนไทยทั่วประเทศ สามารถเขียนส่งเรื่องราวเข้ามาได้ ประกอบด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์, บุคคลสำคัญ, อาหาร, สถานที่ท่องเที่ยวและสถาปัตยกรรม, ศิลปะหัตถกรรม, ประเพณีและวัฒนธรรม, ภูมิปัญญา และนวัตกรรมกีฬาและอื่นๆ

          ทั้งนี้ เพื่อเก็บข้อมูล 1,000,000 เรื่องราวแห่งความภาคภูมิแผ่นดินไทยในรูปแบบดิจิตอล จัดแสดงบนหอชมเมือง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นมรดกตกทอดให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป และร่วมประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่าประเทศไทยเรามีสิ่งดี ๆ ที่น่าภาคภูมิ

www.theprideofthailand.com

#ภาคภูมิแผ่นดินไทย #ThePrideofThailand

สถานที่ท่องเที่ยวและสถาปัตยกรรม ร่วมกันบอกเล่าเรื่องราวสถานที่ท่องเที่ยว และสถาปัตยกรรมที่งดงาม และเป็นความภาคภูมิของประเทศไทย